HotShot

วันนี้ เป็นวันที่เปลี่ยนแปลงความรู้สึกปัจจุบัน... ของผม
---
หลังจากอยู่เชียงรายมามากกว่า ๓ อาทิตย์...
ผมได้โอกาสปั่นจักรยานรอบๆเมือง
มันเป็นการปั่นจักรยานครั้งแรกในรอบเกือบ ๖ ปี
---
วันนี้ก็เหมือนเดิม
ผม กับเพื่อนร่วมทางอีก ๒ แพคของเตรียมตัวออกเดินทาง
จุดหมายของเราทั้ง ๓ ในวันนี้ก็เหมือนวันก่อนๆ
.
.
.
---
ทุกๆครั้งที่ผมไปร้านหนังสือ
ผมมักจะได้หนังสือติดมือมา ๑ - ๒ เล่ม
แม้ตังในกระเป๋าจะเหลือเท่าไรก็ตาม
ในความรู้สึกของผม
ผมคิดว่ามันเป็นการให้เกียรติเจ้าของร้าน
ไม่ใช่แค่ไปตากแอร์ แล้วก็เดินออก
และวันนี้ก็เหมือนทุกครั้ง
---
จักรยาน ๓ คัน ปั่นเรียงกันออกจากบ้านไปในตอนบ่าย
ผ่านสี่แยกไฟแดง ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โบสถ์ ฯลฯ
รถที่มีไม่มากนัก ทำให้เรา ๓ คน ปั่นจักรยานไปถึงร้านนายอินทร์ในเวลาไม่นาน
เราทำการล็อคจักรยาน แล้วเดินเข้าไปในร้านทันที
---
ผมเดินไปในหมวดหนังสืออย่างคุ้นเคย
โดยไม่ลืมที่จะหันมายิ้มตอบให้กับเจ้าของร้าน ที่ส่งยิ้มมาให้ผมทันทีที่ผมก้าวเท้าผ่านกรอบประตู
ณ ชั้นหนังสือช่องประจำของผม
ผมใช้เวลาก้มๆเงยๆอยู่หลายครั้ง
เพื่อหาหนังสือที่อยากอ่าน
โดยนิสัยส่วนตัวแล้ว ผมมักจะมุ่งความสนใจไปให้กับหนังสือที่เหลืออยู่เล่มเดียวในชั้น
ในความรู้สึกผม ผมคิดว่ามันน่าสนใจกว่าหนังสือเล่มอื่น
---
เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่า
ผมอ่านทั้งหนังสือการ์ตูน หนังสือตลก หนังสือดารา หนังสือกลอน
แต่นั่นก็ไม่ดึงดูดความสนใจเท่ากับหนังสือเล่มสุดท้ายที่ผมเลือกที่จะอ่าน...
---
หนังสือรูปร่างเล็กกระทัดรัดพอๆกับมือผม
ทำให้ผมเกือบลืมไปว่าได้เวลากลับบ้าน
(ถ้าหากผมไม่ถูกสะกิดจากคนที่อ่านหนังสือเป็นเพื่อนผมข้างๆซะก่อน)
ผมค่อยๆลุกอย่างช้าๆ พยุงตัวเองขึ้นจากพื้นระหว่างชั้นหนังสือที่ขนาบข้าง พร้อมกับขาที่ชาเหมือนมีรังมดมาสร้างอยู่บนขาของผม
---
"ผมยังอ่านไม่จบ" มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นในหัวผมทันทีที่ผมลุกขึ้น
ผมยังไม่อยากกลับบ้าน..
แต่ถ้าไม่กลับตอนนี้ รถมีเครื่องทั้งหลายจะทำให้ความปลอดภัยของพวกเราลดลง
จักรยานคันเล็กๆที่มีผู้ติดตามอีก ๒ คนจะเป็นอันตรายซะเปล่า
---
"ผมอยากจะอ่านให้จบภายในวันนี้" ความคิดเดิมเข้ามาในหัวของผมอีกครั้ง
แต่เมื่อเลือกที่จะกลับบ้านแล้ว
ผมก็ต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับหนังสือเล่มที่ผมถืออยู่ ?
ผมจะ"เสี่ยง"ให้มันวางนิ่งอยู่บนชั้นหนังสือต่อ
โดยที่ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้มันจะวางอยู่ที่เดิมอีกหรือเปล่า
หรือ
เลือกที่จะเอามัน "กลับบ้าน"
---
ไม่ง่ายนักที่คนเราจะมีชีวิตอยู่มากกว่าหนึ่งเดือนโดยมีเงินแค่ 3000 บาท
ผมเจียดเงินอันน้อยนิดซื้อหนังสือมาก่อนหน้านี้แล้วหลายเล่ม
เงินที่เหลืออยู่คงพอเลี้ยงเรา ๒ คนพี่น้องไปได้แค่ ๑๐ กว่าวัน ที่ใช้ไปกับบะหมี่เนื้อตุ๋นชามละ ๒๕
หนังสือ ๑๘๕ บาท ไม่มีส่วนลดใดๆ วางอยู่บนโต๊ะข้างหน้าผม
และข้างหลังโต๊ะนั่น คือ...
"แคชเชียร์"
---
ผมหยิบถุงที่มีหนังสือเล่มที่เพิ่งห่อปก
ไม่มีปกใดในร้านที่ขนาดพอดีหนังสือ
"หรือเล่มนี้สร้างขนาดพิเศษ เพื่อคนพิเศษ" ผมพูดติดตลกกับตัวเองเบาๆ
---
ผมเก็บถุงหนังสือลงกระเป๋าอย่างนิ่มนวล
ปั่นจักรยานพร้อมผู้ร่วมเดินทาง ๒ ท่านตรงสู่บ้าน
รถเริ่มเยอะมากแล้ว....
---
ผมเลี้ยวพาหนะสองล้อ ไร้เครื่องยนต์เข้าบ้านด้วยความเร็ว ๒๐ กม./ชม.
มือค่อยๆบีบคันเบรค ความเร็วเริ่มลดลงจนเหลือ ๐ กม./ชม.
ผมวางมันไว้ในที่ที่เหมาะสม
ผมนั่งอ่านทันทีที่หาที่นั่งได้
ผมค่อยๆอ่านไปทีละหน้า พิจารณาตัวละครของนักเขียนที่เขียนนวนิยาย"ครั้งแรก"
อย่างที่นักเขียนบอก
"ผมวางมันไม่ลง"
---
เมื่อผมอ่านจบ
ผมรู้สึกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
หนังสือเล่มนี้มี "มือ" ที่ล็อคผมแน่นแม้วินาทีสุดท้าย
วินาทีหลังจากตัวอักษรสุดท้ายของหนังสือผ่านตาของผมไป
แต่ความรู้สึกของผมยังไม่หยุด
เป็นความรู้สึกที่คั่นระหว่าง ผม, นิ้วกลม
"ผมอยากเขียนหนังสือ"
---
หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมอยากสร้าง "มือ" ของผมเอง
ผมบรรจงเขียนเอนทรี่นี้อย่างระมัดระวังตั้งแต่ต้นจนจบ
ที่ขาดไม่ได้คือ "ความรู้สึกจากหนังสือเล่มนั้น"
ซึ่งตอนนี้ มันก็วางนิ่งอยู่ข้างหน้าผม เวลาเดียวกับที่ผมเขียนเอนทรี่ที่คุณอ่านตรงหน้าคุณนั่นแหละ...
------

 ถ้า"นิ้วกลม"เขียนเรื่องนี้เป็นนวนิยายเรื่องแรก เอนทรี่นี้คงเป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกของ "ผม" เช่นกันครับ

------
เขียนแนวใหม่ กับความรู้สึกใหม่ๆ ;)
ปล.๑ พรุ่งนี้เป็นวันลอยกระทงเล็กของเชียงราย ไม่ต้องเรียนภาษาจีน เย่ๆ
ปล.๒ วันที่ 11 เป็นวันลอยกระทงใหญ่ ก็ไม่ต้องเรียนภาษาจีน โย่วๆ
ปล.๓ วันที่ 12 เริ่มเรียนจีนเล่มใหม่ ต้องจำอักษรจีนแล้วสินะ.... T^T
ปล.๔ จะมีตังกินข้าวได้กี่วันหว่า....
ปล.๕ ไม่มีกำหนดกลับกทม. .....